เมื่อดาดฟ้าเริ่มมีคราบชื้นหรือจุดน้ำซึมปรากฏขึ้น แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ค่อยว่ากันทีหลัง แต่ในความเป็นจริง นี่คือสัญญาณแรก ๆ ที่บอกว่าดาดฟ้ากำลังต้องการการดูแลอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยไว้นาน ปัญหาเล็ก ๆ นี้อาจลุกลามลงไปถึงผนัง เพดาน และโครงสร้างอาคาร จนทำให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบานปลายแบบไม่ทันตั้งตัว
หนึ่งในหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาดาดฟ้ารั่ว คือ การเลือกระบบกันซึมให้เหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งในตลาดก็มีตัวเลือกอยู่หลายแบบ แต่ที่ได้รับความนิยมสูงและถูกพูดถึงมากที่สุด คือ Acrylic และ PU (Polyurethane) แม้หน้าที่ของทั้งคู่จะเหมือนกัน แต่คุณสมบัติกลับต่างกันพอสมควร
ในฐานะทีมงานที่คลุกคลีกับงานรับทากันซึม ทั้งในหน้างานจริงและงานให้คำปรึกษามาอย่างยาวนาน PROCOLOR RICH อยากเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเห็นภาพชัด และเลือกได้เหมาะกับอาคารของตัวเองที่สุดฃ
รู้จักวัสดุกันซึมที่คนใช้กันมากที่สุด
1. Acrylic Waterproofing – ใช้ง่าย ราคาเข้าถึงง่าย
อะคริลิกเป็นวัสดุที่หลายคนนึกถึงก่อนเสมอ เพราะหาซื้อง่ายและวิธีใช้งานคล้ายการทาสีทั่วไป เมื่อตัวฟิล์มแห้ง จะมีความยืดหยุ่นระดับหนึ่ง จึงเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการแค่ควบคุมความชื้น หรือบริเวณที่ไม่มีน้ำขังสะสมเป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ต้องเจอแดดจัด น้ำขัง หรือมีการขยายตัวของพื้นผิวบ่อย ๆ วัสดุอะคริลิกมักเสื่อมตัวเร็วกว่าที่คิด ฟิล์มอาจแห้งแข็ง แตก หรือแยกตามรอยต่อได้ง่ายเมื่อใช้งานไปสักระยะฃ
2. PU Waterproofing – ฟิล์มไร้รอยต่อที่ยืดหยุ่นสูงกว่ามาก
สำหรับใครที่ต้องการความมั่นใจในระยะยาว PU มักเป็นคำตอบที่ช่างมืออาชีพเลือกใช้มากที่สุด เพราะเมื่อวัสดุเซ็ตตัวแล้ว จะกลายเป็นฟิล์มไร้รอยต่อที่ยึดเกาะแน่น และมีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถตามการขยับตัวของพื้นได้ดี ช่วยลดโอกาสเกิดการแตกร้าว แม้โครงสร้างจะมีการเคลื่อนตัวอยู่เป็นประจำ
นอกจากนี้ PU ยังทนน้ำขังและรังสียูวีได้ดี จึงเหมาะกับดาดฟ้าที่เจอแดดแรงและสภาพแวดล้อมที่ท้าทายตลอดทั้งวัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ กระบวนการติดตั้งจะละเอียดกว่าระบบอื่น ๆ ตั้งแต่การเตรียมพื้นผิวไปจนถึงขั้นตอนการลงวัสดุ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทีมงานที่มีประสบการณ์จริง เพื่อให้ฟิล์มยึดเกาะได้เต็มประสิทธิภาพ



เทียบแบบชัด ๆ เพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น
| จุดเปรียบเทียบ | Acrylic | โพลียูรีเทน (PU) |
| ความยืดหยุ่น | ปานกลาง และลดลงตามเวลา | สูงมาก รองรับรอยร้าวได้ดีกว่า |
| อายุการใช้งาน | 3-5 ปี | 7-10 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแล) |
| ทนน้ำขัง | ไม่เหมาะ | ดีเยี่ยม |
| การติดตั้ง | ทำเองได้ง่าย | ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ |
คำแนะนำจากทีมงาน PROCOLOR RICH
จากประสบการณ์ในงานดาดฟ้าจำนวนมาก สิ่งที่เราเจอเสมอคือ เจ้าของอาคารส่วนใหญ่ต้องซ่อมซ้ำ เพราะเลือกวัสดุจากราคา แต่ไม่เหมาะกับสภาพหน้างานจริง เราจึงมักแนะนำว่า หากพื้นที่มีโอกาสเจอน้ำขัง แดดแรง หรือมีโครงสร้างที่ขยับตัวได้บ่อย ระบบ PU จะให้ผลลัพธ์ที่มั่นใจได้มากกว่าในระยะยาว แม้ต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่า แต่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมหลายครั้ง ผลลัพธ์ถือว่าคุ้มกว่าอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ การเตรียมพื้นผิว เพราะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของงานถึง 80% ทีมงานของเราจะตรวจสอบรอยแตกร้าวเดิม จุดที่มีน้ำขัง รวมถึงระบบระบายน้ำ ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับวิธีแก้ไขที่ตรงจุดและยั่งยืนจริง ๆ
PROCOLOR RICH ให้บริการรับทากันซึมดาดฟ้า กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยทีมงานที่ทำงานกับระบบ PU มาอย่างยาวนาน และเข้าใจลักษณะพื้นผิวแต่ละประเภทอย่างดี ทำให้ฟิล์มที่ออกมามีความสม่ำเสมอ หนาแน่น และทนทานตามมาตรฐานที่วางไว้
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยดูแลตั้งแต่การตรวจเช็กสภาพพื้นที่ไปจนถึงงานติดตั้งทั้งระบบ ทีมช่างของเรายินดีให้คำแนะนำและประเมินพื้นที่หน้างานให้ฟรี
สรุปส่งท้าย
การแก้ปัญหาดาดฟ้ารั่วไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ต้องซ่อมทุกปี หากเลือกวัสดุให้เหมาะกับสภาพการใช้งาน และมีทีมงานที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ปัญหานี้ก็สามารถจบได้แบบยาว ๆ
หากต้องการให้เราเข้าไปตรวจเช็กหรือประเมินสภาพดาดฟ้าเพิ่มเติม สามารถติดต่อ PROCOLOR RICH ได้ทุกเวลา เราพร้อมดูแลอาคารของคุณด้วยมาตรฐานงานกันซึมที่คุณไว้วางใจได้เสมอ